แปลกจริงหนอ...ทะเล
 

รูปูดำ รูงูพิษ สังเกตอย่างไรจึงจะได้กินเนื้อปูและไม่ถูกงูกัด ?
   
รูปูจำเป็นแก่ปูเพียงใด ?    
จำเป็นมาก
เพราะปูอาศัยรูที่มันสร้างขึ้นเพื่อ ...
   ๑ . หลบภัย จากสัตว์อื่นรวมทั้งมนุษย์ที่คอยล่าปูเป็นอาหาร
   ๒ . หลบความเค็มของน้ำทะเล ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามปริมาณน้ำเค็มจากทะเลที่ขึ้นมาผสมกับน้ำจืดในช่วงฤดูกาลต่าง ๆ กัน การที่ปูหลบอยู่ในรู ทำให้ปูสามารถรักษาระดับเกลือแร่ในเลือดไม่ให้ขึ้นลงแตกต่างกันมากจนเป็นอันตรายแก่ตัวปูได้
   ๓ . รักษาความชื้นและอุณหภูมิ ในตัวปู โดยเฉพาะในช่วงน้ำตายซึ่งน้ำทะเลลงเป็นเวลานาน ปูจะแช่น้ำอยู่ในรูเกือบตลอดเวลา
รูปูต่างจากรูงูอย่างไร ?
ต้องสังเกตให้ดี รูปูมีขุยดิน ซึ่งปูใช้ปลายขา ซึ่งมีลักษณะคล้ายพลั่วคุ้ยทรายที่ปิดรูมากองไว้ที่ปากรูเห็นเป็น ขุย แตกต่างจากดินโดยรอบปากรู ส่วนรูงูไม่มีขุย
และปากรูงูมักเป็นมันเลื่อม เนื่องจากการเลื้อยเข้าออกของงูนั่นเอง

ปู กุ้ง
    ปูและกุ้ง เป็นสัตว์เศรษฐกิจอย่างหนึ่ง ปูกับกุ้งมีราคาแพงทีเดียวกับสัตว์น้ำประเภทอื่น ๆ ปูและกุ้งเป็นสัตว์ที่มีเปลือกแข็งหุ้มตัวทั้งหมด ส่วนหัวส่วนกลางของลำตัวจะมีเปลือกแข็งหุ้มเพื่อป้องกันอวัยวะส่วนอกรวมทั้งลำไส้ สัตว์ประเภทนี้จะมีขา 5 คู่ ไว้สำหรับจับอาหารกิน ว่ายน้ำ และใช้ต่อสู้ป้องกันตัวเองทั้งปูและกุ้งจะมีรายชนิด เช่น กุ้งตั๊กแตน , กุ้งพยาบาล , กุ้งลอบสเตอร์ , กุ้งมังกรหนามปะการัง และปูปะการัง , ปูเสฉวน , ปูแมงมุม , ปูม้า เป็นต้น เราจะพบปูและกุ้งในทะเลบริเวณที่มีหินและทราย

ปลิงทะเล กับปลิงน้ำจืดเป็นพี่น้องกันหรือ
    ชื่อก็เรียกว่าปลิงเหมือน รูปร่างก็คล้าย ๆ กัน แต่จริง ๆ แล้วปลิงทะเลกับปลิงน้ำจืดมันเป็นสัตว์คนละพวกเพราะถึงแม้มันจะลำตัวกลม ๆ ยาว ๆ นุ่ม ๆ เหมือนกันก็ตามแต่ปลิงทะเลเราจัดว่าเป็นสัตว์ประเภทเดียวกับปลาดาว ส่วนปลิงน้ำจืดเราจัดว่าอยู่ในประเภทไส้เดือนต่างพวกปลิงทะเลนี่เวลามันนอน มันต่างจากสัตว์อื่น ๆ เพราะมันจะนอนตะแครงอยู่ตามพื้นใต้ทะเล ลำตัวของมันด้านหนึ่งจะเป็นหนวด ซึ่งใช้สำหรับจับจุลินทรีย์ หรือสารอินทรีย์อื่น ๆ เข้าปากส่วนอีกด้านหนึ่งจะเป็นทวารหนัก ปลิงทะเลทุกชนิดจะมีขาที่คล้ายหลอดใช้สำหรับเคลื่อนที่ได้ เพราะที่ขาเหล่านี้จะมีปุ่มดูดเล็ก ๆทำให้มันค่อย ๆ เคลื่อนไปข้างหน้าได้ แต่อย่างช้า ๆ
     
ปลิงทะเลมีหลายชนิด เช่น ปลิงทะเลสีดำ ปลิงทะเลสีแดง แต่ที่รู้จักกันมาก ๆ คือ ปลิงทะเลสีขาวโดยเฉพาะน้อง ๆ ที่เป็นคนจีนจะรู้จักกันดี เพราะในเทศกาลตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่ของจีน เขานิยมเอาปลิงทะเลสีขาวนี้มาทำเป็นอาหาร ในภัตตาคารก็นิยมนำมาทำเป็นอาหาร ซึ่งมีราคาแพงมาก
     
ปลิงทะเลนี้เวลาที่ส่วนหนึ่งส่วนใดของมันถูกศรัตรูทำร้ายมันจะสามารถงอกส่วนใหม่ขึ้นมาแทนได้ เช่นเดียวกับปลาดาว และ เวลาที่มันถูกรบกวน มันจะขับน้ำเมือกสีขาว ๆ ออกมาอำพรางตัวเอง เพื่อให้รอดพ้นจากอันตราย

ปลาหมึก เป็นปลาชนิดหนึ่งได้หรือไม่
  
    เมื่อทุกคนนึกถึงปลาหมึก ก็จะนึกถึงสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำและมีหนวดยาวมากมายหลายเส้นแต่ละตัวจะมีตาใหญ่ ๆ หนึ่งคู่อยู่ใกล้หนวดยาว ๆที่เป็นตะปุ่มตะบ่ำ แต่มักจะไม่รู้ว่าหนวดยาว ๆ นี้อยู่บริเวณปากของปลาหมึกและที่หนวดนี้อีกเช่นกันจะมีปุ่มเล็ก ๆ ที่ทำหน้าสำหรับจับสัตว์น้ำเช่น กุ้ง ปลา  เป็นอาหารได้ด้วยเพราะปุ่ม ๆ เหล่านี้เมื่อยื่นไปถูกเหยื่อ เหยื่อจะเกาะติดมาด้วยอย่างง่ายดาย
      
ปลาหมึกเหล่านี้แท้ที่จริงแล้วมันเป็นปลาแต่เพียงชื่อจริง ๆแล้วมันหาใช่สัตว์ประเภทปลาไม่แต่มันเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่มีกระดูกสันหลัง อาศัยอยู่ในน้ำเท่านั้น
      
ปลาหมึกว่ายน้ำได้รวดเร็วมาก ด้วยการขยับครีบ 2 ข้าง ลำตัว แต่เมื่อมันตกใจแล้ว มันจะพ้นน้ำสี เหมือนหมึกออกมาทำให้รอบ ๆ ตัวมันมีสีดำดูมืดมัวไปหมด ช่วยอำพรางการหนีศัตรูของมันนั้นเองและที่หน้าแปลกกว่าปลาทั่วไปคือ ปลาโดยทั่วไปคือเวลาตกใจหรือกลัวและต้องการว่ายน้ำหนีแล้ว มันจะหนีไปทางซ้าย
ทางขวา หรือพุ่งตัวขึ้น สำหรับปลาหมึกแล้ว ปลาหมึกจะว่ายน้ำถอยหลังอย่างเดียว โดยที่หัวของมันมีรูเล็ก ๆ
สำหรับพ่นน้ำออกมาอย่างแรง ทำให้มันถอยไปข้างหลังได้อย่างรวดเร็ว

ปลาหมอทะเล เปลี่ยนสีบนลำตัวได้
 
     ปลาหมอทะเลเป็นปลาที่อาศัยอยู่แถบชายฝั่งทะเลโดยเฉพาะที่ใกล้บริเวณเกาะแก่งหรือรอบกองหินและปะการัง   น้อง ๆ อาจจะไม่เคยได้เห็นมันว่ายน้ำเล่นแถวชายทะเลเท่าไรเพราะมันเป็นสัตว์ที่หาดูได้ยากซึ่งถ้าหากเราพบมันจริง ๆ ล่ะก้อต้องพยายามหลีกให้ไกลที่สุดนะจ๊ะ เพราะปลาหมอทะเลมันตัวใหญ่และดุมากมัยเคยทำร้ายคนมามากแล้ว ตัวที่ใหญ่และเคยมีคนจับได้ยาวถึง 3 เมตร 60 ซมปลาชนิดนี้เวลานี้ที่มันยังเล็กอยู่
ตัวมันไม่น่ากลัวเลยเพราะมีขนาดเล็กรูปร่างค่อนข้างยาว แต่พอมันตัวโตขึ้นมาซิขนาดจะใหญ่รูปร่างแบนกว้าง ลำตัวแข็งแรง ตาเล็ก ปากกว้างและเฉียงลง ฟันในปากของมันจะเป็นฟันเล็ก ๆ แหลมเรียงกันเป็นแถวเป็นแถบอยู่บนขากรรไกรทั้งสองฟังดูแล้วน่ากลัวจริงๆ   ธรรมชาติของปลาหมอทะเลนี้สามารถเปลี่ยนสี
บนละตัวได้ตามขนาด และสิ่งแวดล้อมปลาหมอทะเลที่มีขนาดเล็กมักจะมีสีเทาบนเหลือง หรือเหลืองอมเขียว มีรอยแต้มสีดำหรือน้ำตาลไหม้เป็นทางตลอดลำตัว  แต่ปลาที่มีขนาดใหญ่ และลายจะจางหายไปและเปลี่ยนเป็นสีดำทั้งตัวซึ่งทั้งนี้สีของมันจะเปลี่ยนไปได้ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมเพื่อการอยู่รอดในทะเลกว้างนั้นเอง

ทำไมแมงดาทะเลตัวผู้ จึงต้องเกาะตัวเมีย
          แมงดาทะเลนับได้ว่าเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันชนิดหนึ่ง มองดูจากภายนอกอาจจะคิดว่ามันเป็นสัตว์เปลือกแข็งแต่จริง ๆ แล้วมันเป็นสัตว์ในตระกูลเดียวกับแมงป่องหรือแมงมุมยักษ์ สิ่งที่เราเห็นหุ้มห่อตัวอยู่คือ เปลือกกระดอง มีลักษณะกลม เป็นส่วนหัวและลำตัว ส่วนหลังเป็นท้องมีเหงือกอยู่ข้างใต้ พับเข้าออกได้ ตอนขอบมีหนามแหลมคม จากนั้นก็จะมีหางยาวกลมปลายแหลม
         
มีเรื่องเล่ากันว่า แมงดาทะเลตัวผู้ทุกตัว ตาจะบอดต้องอาศัยแมงดาทะเลตัวเมียพาไปตามสถานที่ต่าง ๆ ด้วยการเกาะบั้นเอว บางครั้งแมงดาทะเลตัวเมียตัวเดียว มีแมงดาทะเลตัวผู้เกาะรั้งอยู่เป็นสิบตัวทีเดียว
          
แมงดาทะเลโดยทั่ว ๆ ไป จะอาศัยอยู่ตามชายทะเลตื้น ๆ ที่ท้องน้ำเป็นโคลน มันจะออกไข่บริเวณที่เป็นทราย หรือเปลือกหอย เมื่อเวลาน้ำขึ้นโดยมันจะใช้เท้าของมันคุ้ยทรายและหมกไข่ในหลุมที่มันขุดไว้ เป็นเวลานานถึง 30 วัน ไข่ก็จะฟักเป็นตัว และว่ายน้ำลอยคออยู่ในทะเล และเมื่อแข็งแรงพอก็จะสามารถขึ้นมาคลานบนพื้นดินได

ทำไมปลาจึงไม่สำลักน้ำตาย
         
คนที่เพิ่งจะหัดว่ายน้ำใหม่ ๆ เกือบทุกคนมักจะเคยสำลักน้ำมาแล้ว ท่ากระโดดลงไปในสระที่ลึกกว่าความสูงของตัวเองโดยไม่มีเครื่องช่วยลอยตัว หรืออาจจะถูกเพื่อนแกล้งผลักตกลงไปในน้ำ จนกว่าเมื่อไหร่ที่เราได้รับการฝึกให้รู้จักการลอยตัวและหายใจในน้ำจนคล่อง จึงจะสามารถดำน้ำ ได้โดยไม่สำลักน้ำเลยแต่ท่านทราบหรือไม่ว่าปลานั้นไม่ต้องฝึกหายใจในน้ำอย่างคนเลยเพราะธรรมชาติสร้างเหงือกช่วยในการหายใจ ซึ่งเราจะเห็นว่าเหงือกนี้ปลาจะมีอยู่ทั้งสองข้างแก้มโดยที่น้ำจะผ่านเข้าไปในปากในขณะที่เหงือของปลาจะแนบสนิทกับลำตัว เมื่อได้รับน้ำเต็มที่แล้วปลาก็จะหุบปาก แล้วเหงือกก็จะเริ่มเปิดออก น้ำจะไหลผ่านออกมาส่วนก๊าซออกซิเจนที่ปะปนอยู่ในน้ำจะถูกเส้นเลือดฝอยบริเวณเหงือกดูดซึมเอาไว้ และจะคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมากับน้ำส่วนนี้นั้นเอง เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องการสำลักน้ำของปลาจึงไม่เกิดขึ้นแน่น ๆ

การปล่อยน้ำพิษของ แมงกะพรุน
 
       เวลาที่เราว่ายน้ำเล่น หรือนอนลอยคออยู่บนห่วงยางนั้นสิ่งที่น่ากลัวอย่างหนึ่งก็คือ เจ้าแมงกะพรุนโดยเฉพาะแมงกะพรุนไฟเพราะแทนที่จะได้สนุก กลับต้องมานั่งเกาจนถลอกปอกเปิดหรือบางรายอาจต้องหายากินพร้อมกับความปวดแสบปวดร้อนที่ได้รับจากแมงกะพรุนไฟนั้นเอง
        แมงกะพรุนที่เห็นพบบ่อย ๆ ทั้งในทะเล และที่ลอยมาเกยตื้นริมฝั่งทะเลนั้น มักจะมีสีขาวเหมือนวุ้น    กลม ๆ นูน ๆ และมีหนวดสีขาวเช่นเดียวกันอยู่บริเวณรอบ ๆฐาน บริเวณฐานนี้ที่จริงคือปากของแมงกะพรุน อาหารของมันก็คือ กุ้ง ปลาตัว เล็ก ๆมันจะดักจับอาหารของมันด้วยหนวดสีขาวรอบ ๆ ปากของมันนั้นเองที่หนวดของมันจะมีพิษและมันจะปล่อยพิษออกมาเมื่อเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้เผอิญลอยมาติดหนวดของมันเหยื่อเหล่านี้จะหมดแรงและหนวดจะส่งอาหารเข้าไปในปากและสู่กระเพาะย่อยอาหารของแมงกะพรุนไปในที่สุดพัฒนาการของแมงกะพรุนในช่วงชีวิตหนึ่ง ๆ ก็น่าสนใจมากเพราะเมื่อแรกที่มันออกมาในรูปของไข่และกลายเป็นตัวอ่อนในระยะต่อมา มันจะไม่มีลักษณะเหมือนพ่อ กับแม่ของมันเลย จะมีลักษณะขาว ๆ ใส ๆ แต่ไม่มีหนวดมันจะล่องลอยอยู่บนพื้นผิวน้ำระยะหนึ่งก็จมสู่ก้นทะเล และจะมีชีวิตอยู่ด้วยการเกาะติดกับหินใต้ทะเลลึกบริเวณนั้นมีลักษณะคล้ายต้นไม้ และเมื่อมันเติบโตเต็มที่แล้วมันจะค่อย ๆ ลอยขึ้นมาสู่ผิวน้ำอีกครั้งหนึ่ง และคราวนี้มันจะมีรูปโฉมเหมือนพ่อกับแม่ของมันเสียที และตลอดไป  
         แต่ถึงอย่างไร เวลาเล่นน้ำทะเลก็ขอให้ระวัง ๆ กันบ้างเพราะอาจไม่สนุก และอาจต้องเจ็บตัวกันแทน เมื่อเห็นแมงกะพรุนก็พยายามอย่าไปแตะเล่น ให้พยายามอยู่ห่าง ๆ ไว้ไม่ว่าจะเป็นแมงกะพรุนขาวหรือแมงกะพรุนไฟก็ตามที
ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า

ทำไมปูจึงเดินเป๋ไป เป๋มา ?
         เพราะ ขาเดิน ( ขาคู่ที่ ๒ ๓ และ ๔ ) แต่ละข้างแบ่งออกเป็นปล้อง ๆ ข้อต่อของปล้องขาปล้องที่ ๒ และ ๓ ยึดติดกันจึงไม่สามารถ พับงอ หรือขยับเขยื้อนได้ ( คล้ายขาเข้าเฝือก ) อีกทั้งขาเดินคู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ และคู่ที่ ๔ ก็ยาวไม่เท่ากันอีกด้วย ทำให้ปูไม่สามารถบังคับให้ขา เคลื่อนไหวไปตามทิศทางที่ต้องการได้
ปูจึงต้องเดินเป๋ส่ายไปส่ายมาไม่ตรงทาง

ปูดำ
         
ปูดำ เป็นปูทะเลชนิดหนึ่งมีกระดองสีเขียวหม่น สีดำปนแดงหรือสีน้ำตาลแก่ ( ชาวบ้านจึงเรียกว่า ปูดำ ) ขอบกระดองระหว่างนัยน์ตา มีหนามแหลม ๔ อัน
ส่วนขอบกระดองด้านข้างนัยน์ตาซ้ายและขวามีหนามข้างละ ๘ ถึง ๙ อัน นักวิทยาศาสตร์จึงให้ชื่อสามัญแก่ปู ชนิดนี้ว่า “
ปูเลนกระดองหยักหนาม” เป็นปูทะเลชนิดที่ชุกชุมมากที่สุดในประเทศไทย
         
ปูดำ ตัวผู้มีก้ามใหญ่แข็งแรงกว่าตัวเมีย ก้ามมีสีแดง กระดองหนา บางตัวมีตะไคร่หรือเพรียงจับที่กระดอง มักขุดรูอยู่ในบริเวณน้ำตื้นในป่าชายเลนที่เป็น โคลน เช่น ตามบริเวณที่มีแสม โกงกางหรือจากขึ้นอยู่ หมกตัวอยู่ในเลนได้เป็นเวลานาน ๆ แม้น้ำทะเลขึ้นถึงเป็นบางเวลา ตัวเมียที่มีไข่อยู่ที่จับปิ้งเรียกว่า “ กระแซง หรือแม่กระแซง ปูดำกินซากพืชซากสัตว์ที่ตายแล้วตามพื้นป่าชายเลนเป็นอาหาร มีขนาดใหญ่ประมาณ ๑๕ ถึง ๒๕ เซนติเมตร เนื้อแน่น มีรสอร่อยมาก ปูขนาดใหญ่มีราคาสูงถึงประมาณกิโลกรัมละ ๓๕๐ บาท ป่าชายเลนเป็นทั้งบ้านและโรงอาหารของปูดำ หากขาดป่าชายเลนย่อมหมายถึง การไม่มีปูดำด้วย ...

อย่าส่งเสียงดัง กุ้งกำลังดีดขัน ?
           กุ้งดีดขัน มีลำตัวใสยาวประมาณ ๓ ถึง ๕ เซนติเมตร นัยน์ตาเล็ก หนวดยาว หัวโต ลำตัวเรียวเล็กลงไปจรดปลายหาง ขาเดินที่เรียกว่า ก้ามหนีบ ข้างขวามีสีเขียวอมฟ้าขนาดใหญ่กว่าข้างซ้ายดูคล้ายนักมวยสวมนวมข้างเดียว ก้ามหนีบใหญ่นี้เมื่อหนีบกันทำให้เกิดเสียงดัง แป๊ะ แป๊ะ โดยเฉพาะเมื่อนำกุ้งชนิดนี้ใส่ลงในขันตักน้ำแล้วแหย่ที่ก้ามหนีบกุ้งจะใช้ก้ามหนีบขบกันทำให้เกิดเสียง แป๊ะ แป๊ะ ดังกล่าว เด็ก ๆ ลูกหลานชาวประมง นำกุ้งชนิดนี้มาเป็นของเล่นพื้นบ้านเรียกว่า กุ้งดีดขัน หรือ กุ้งดีดนิ้ว
        
กุ้งดีดขัน กินสาหร่าย สัตว์น้ำขนาดเล็กและอินทรียวัตถุต่าง ๆ ในป่าชายเลนเป็นการช่วยทำลายซากพืชและใบไม้ชิ้นใหญ่ ๆ ให้เล็กลงถือเป็นการเร่งธาตุ อาหารให้หมุนเวียนเร็วขึ้นในป่าชายเลนอีกด้วย
        
เมื่อท่านเงียบสนิทดีแล้ว ลองฟังเสียง แป๊ะ แป๊ะ ... ของกุ้งดีดขันหน่อยเป็นไร ก้องป่าดีเหมือนกันนะ

ปูก้ามดาบ
       
ปูก้ามดาบ มี “ ก้าม ” ( ซึ่งเป็นขาคู่แรก ) ก้ามขวาใหญ่กว่าก้ามซ้ายมาก ก้ามซ้ายใช้ปั้นเม็ดทรายที่ผสมอินทรียสารเน่าเปื่อยกิน ส่วนก้ามขวายกชูขึ้นลง คล้ายอาการ ดีดหรือสีไวโอลิน ชาวตะวันตกจึงนิยมเรียกปูชนิดนี้ว่า “ ปูนักสีไวโอลิน” ส่วนคนไทยเรามองเห็นการยกก้ามขวาชูขึ้นลงของปูชนิดนี้ มีความหมายคล้ายพฤติกรรมของผู้แทนราษฎรที่ยกมือในสภา จึงเรียกปูชนิดนี้ว่า“ ปูผู้แทน ” อาการยกก้ามขวาชูขึ้นลงของปูตัวผู้เป็นพฤติกรรม ทางเพศใช้ดึงดูดความสนใจจากปูตัวเมียตลอดจนใช้โบกแสดงอาณาเขตด้วย ปูก้ามดาบตัวเมียไม่มีก้ามขวาใหญ่อย่างปูตัวผู้ จึงใช้ก้ามทั้งซ้ายและขวาปั้น อาหารกินได้เร็วกว่าปูตัวผู้ถึงสองเท่า
       
ปูก้ามดาบ อาศัยอยู่ตามโคนต้นโกงกาง ต้นแสมหรือตามหาดโคลนชายทะเล กินสาหร่ายขนาดเล็กและซากพืชหรือสัตว์ที่เน่าเปื่อยปะปนมากับเม็ดทราย ในป่าชายเลน ขุดรูเล็ก ๆ ลึกลงไปในเลนเป็นการเติมอากาศ ให้แก่ชั้นดินเลน การลากเศษอาหารลงไปในรูทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนธาตุอาหารจากผิวดิน ลงสู่ชั้นดินเลนลึกเกิดประโยชน์แก่สัตว์หน้าดินอื่น ๆ เป็นอย่างมาก ปูก้ามดาบจึงควรได้รับสมญานามว่า“ นักพัฒนาดินเลนและนักกำจัดขยะตัวยง

ปูแสม
      
  
ปูแสม หรือปูดองกินกับส้มตำ มีกระดองเกือบเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ก้ามมีสีแดงปนม่วง เบ้าตาตอนกลางกระดองตั้งอยู่ ในแนวตรงข้ามกับปากมี ลักษณะโค้งนูนปลายแหลมเห็นได้ชัดเจน ปูตัวผู้มีปล้องท้อง ปล้องรองสุดท้ายยาวกว่าปล้องสุดท้ายเล็กน้อยและกว้างกว่าปล้องปูตัวเมียประมาณ 2 เท่า ปูแสมมีนิสัยไต่ไปมาไม่อยู่นิ่งจึงได้รับสมญานามว่า ปูเลนจอมยุ่ง ”
       
โดยทั่วไป ปูแสมขุดรูอยู่ในป่าชายเลนที่มีต้นแสมทั่วไป บางครั้งอาจอาศัยอยู่ในรูร้างของปูดำ กินใบไม้และซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยในป่าชายเลนเป็นอาหาร ชาวประมงมักออกจับปูชนิดนี้ในเวลากลางคืนนำมาดองเกลือไว้นิยมทำเป็นส่วนประกอบของส้มตำปู
        ข้อควรสังเกต ...
เมื่อรับประทานอาหารที่มีปูแสมเป็นส่วนประกอบ โปรดระลึกอยู่เสมอว่า ปูแสมตัวนั้นอาจออกไปหากินบริเวณต้นตาตุ่ม ซึ่งมียางพิษ ที่เปลือกผสมอยู่ หากท่านรับประทานปูแสมตัวนั้นเข้าไปก็อาจเกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงเพราะพิษยางจากเปลือกตาตุ่มนั่นเอง

เพรียง เป็นสัตว์เกาะกรัง
        เวลาไปเดินเล่นตามชายหาดเราจะพบว่าเรือของชาวประมง หรือเรือเดินทะเลนั้นมีสัตว์ที่มีเปลือกแข็งคล้ายหอยติดมาตามใต้ท้องเรือหรือบริเวณลำตัวของเรือที่อยู่ใต้ระดับน้ำด้วยสิ่งเหล่านี้เราเรียกว่า  ตัวเพรียง ตัวเพรียงเหล่านี้จัดว่าเป็นสัตว์ประเภทเกาะกรัง ประเภทเดียวกับหอยนางรม หอยแมลงภู่ ฟองน้ำ
        สัตว์พวกนี้จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ในท้องทะเลได้ด้วยการยึดกับผิวทั้งสัตว์ และสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งจะผลทำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งที่มันไปเกาะกรังอยู่ด้วยเพรียงนี้ก็เป็นตัวอันตรายเช่นเดียวกัน เพราะมันเที่ยวไปเกาะกรังตามเรือเดินทะเลต่างๆ เรือเหล่านั้นจะผุกร่อนได้ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดใต้ท้องเรือ และทาสีป้องกันอยู่เสมอ
        ตัวเพรียงนี้จะมีรูปร่างอยู่ 2 อย่างคือ พวกเพรียงน้ำลึกจะมีอวัยวะที่ยืดหรือหดได้มันจะใช้อวัยวะส่วนนี้ยึดเกาะกับพื้นผิวที่มันจะเข้าไปเกาะกรังด้วย ส่วนที่เป็นตัวจริง ๆ จะห่อหุ้มไว้ด้วยเปลือกแข็งซึ่งจะมีอยู่ประมาณ 5 ชิ้น ในบางชนิดจะไม่มีเปลือกหุ้มตัวเลยมักจะเกาะติดอยู่กับแมงกะพรุนขนาดใหญ่ อีกพวกหนึ่งเป็นเพรียงที่ไม่มีอวัยวะสำหรับเกาะอย่างประเภทแรก แผ่นเปลือกหุ้มตัวจะซ้อนเกยกันอยู่เล็กน้อย และจะมีแผ่นเปลือกปิดหุ้ม
        ด้านบนที่ทำหน้าที่คล้ายฝาปิดเปิดในเวลาที่มันจะหาอาหารแผ่นเปลือกด้านบนนี้จะแยกออกเพื่อให้อวัยวะที่มีลักษณะเหมือนใบโบกพัดจำนวน 6 คู่ เพื่อเอาอาหาร และน้ำเข้าลำตัว ซึ่งเมื่ออยู่ในสภาวะอาการแห้งแล้งหรือขาดน้ำ แผ่นเปลือกปิดนี้จะปิดสนิทมากเพื่อกักเก็บความชื้นไว้ในตัว และป้องกันความร้อน
ความเย็นต่าง ๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนของธรรมชาติรอบตัวได้

แพลนตอน ผู้เปลี่ยนสีของน้ำทะเล
        เวลาที่เรานั่งตากลม เหม่อมองไปยังทะเลที่กว้างสุดลูกหูลูกตานั้น นอกจากความเวิ้งวาง กว้างไกลไร้ขอบเขตนั้นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ทัศนียภาพของท้องทะเลดูแปลกตาไปก็คือ สีสรรของพื้นผิวน้ำจะมีแตกต่างกันออกไป บางหย่อมจะมีสีเขียว บางหย่อมจะมีสีฟ้าเข้ม บางหย่อมจะมีสีฟ้าอ่อน สลับกันไปวิจิตรพิศดารมาก เราจะรู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังภาพที่ละเลงด้วยสีต่าง ๆ เหล่านี้คือสัตว์หรือพืชที่เราเรียกกันว่าแพลนตอน
        แพลงตอนนี้มีทั้งที่เป็นสัตว์ และพืช ต่างจะล่องลอยอยู่บนพื้นผิวน้ำทั่วไป แพลนตอนพวกนี้จะมีสีแตกต่างกันออกไปทำให้เวลาเรามองดูทะเลจะเห็นเป็นสีต่าง ๆ กัน แพลนตอนจะมีรูปร่างหลายอย่างตั้งแต่ กลม ยาว เป็นเหลี่ยมและมีลักษณะคล้ายมีกล่องหรือเกราะ ใส ๆ ห่อหุ้มอยู่ สารที่ทำให้เกิดกล่องหรือเกราะใส ๆ นี้สร้างขึ้นจากแร่ธาตุที่ปะปนอยู่ในน้ำทะเลนั้นเองแพลนตอนนี้จะเป็นอาหารของสัตว์ใต้ทะเลทั้งหลายที่สำคัญมาก

ความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์น้ำกับป่าชายเลน
คำจำกัดความ
                   ป่าชายเลน – mangrove มาจากรากศัพท์ภาษาโปรตุเกส “ mangue ” หมายถึงกลุ่มสังคมพืชที่ขึ้นอยู่ตามชายฝั่งทะเลดินแดน
                   ระบบนิเวศป่าชายเลน – หมายความรวมถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อม และสิ่งมีชีวิต สัตว์ พืช ที่อยู่อาศัยอยู่ในบริเวณป่าชายเลน
       ระบบนิเวศชวากทะเล (Estuary) – มาจากรากศัพท์ภาษาลาติน “Aestus ” หมายถึงน้ำขึ้น น้ำลงดังนั้นจึงหมายถึงบริเวณที่ได้รับอิทธิพลของน้ำขึ้นน้ำลง และได้รับอิทธิพลจากน้ำจืดที่ไหลมากจากแผ่นดินบริเวณนี้อาจจะประกอบไปด้วย คลอง แม่น้ำ ป่าชายเลน หาดโคลน รวมทั้งแหล่งหญ้าทะเล
       เมื่อเราต้องการมองให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของป่าชายเลนต่อทรัพยากรสัตว์น้ำนั้น เราต้องไม่มองแค่ตัวป่าชายเลน เราต้องมองให้เห็นถึงตัวถ่ายเทพลังงาน สารอาหารผ่านห่วงโซ่อาหารหรือสายใยอาหารในระบบนิเวศป่าชายเลน เราต้องเข้าใจถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ทั้งปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อต้นไม้